ใช้ไวรัสปราบเชื้อดื้อยา: เยอรมนีออกแนวทางรักษาด้วยฟาจฉบับแรกที่ครอบคลุม
ผู้เชี่ยวชาญจาก 20 องค์กรวิชาชีพร่วมกันเขียนคำแนะนำกว่า 60 ข้อ ว่าจะเลือก ผลิต และให้ “แบคเทอริโอฟาจ” กับผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาอย่างไร โดยย้ำว่ายังเป็นทางเลือกเฉพาะราย
สรุปใน 3 บรรทัด
- ฟาจคือไวรัสที่ติดเชื้อเฉพาะแบคทีเรีย นำมาใช้ฆ่าเชื้อที่ยาปฏิชีวนะเอาไม่อยู่
- แนวทางใหม่แนะนำให้ใช้เฉพาะรายที่การรักษามาตรฐานล้มเหลว ใช้ไม่ได้ หรือไม่ปลอดภัย และตัดสินใจโดยทีมหลายสาขา
- ข้อมูลเบื้องต้นจากเบลเยียม 100 ราย พบอาการดีขึ้น 77% แต่ยังไม่มีการทดลองแบบควบคุมที่ยืนยันประสิทธิผล
เมื่อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะมากขึ้นเรื่อยๆ แพทย์บางกลุ่มหันไปหาอาวุธที่ธรรมชาติมีอยู่แล้ว นั่นคือ “แบคเทอริโอฟาจ” หรือ “ฟาจ” ไวรัสที่ติดเชื้อและฆ่าได้เฉพาะแบคทีเรีย ไม่ติดเซลล์คน ล่าสุดสมาคมโรคติดเชื้อแห่งเยอรมนี (DGI) นำทีมเขียนแนวทางการรักษาด้วยฟาจที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine
แนวทางนี้เป็นผลงานร่วมของ 20 องค์กรวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 18 คน รวมถึงตัวแทนหน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรผู้ป่วย 2 แห่ง ผู้ประสานงานหลักคือ ดร.ซิลเวีย เวือร์สเทิล จากมหาวิทยาลัยเกอเธ่ แฟรงก์เฟิร์ต
คำแนะนำหลัก
แนวทางมีคำแนะนำมากกว่า 60 ข้อ ตั้งแต่การเลือกฟาจ การทดสอบ การผลิต วิธีให้ยา ไปจนถึงการติดตามผู้ป่วย ข้อสำคัญคือ ฟาจควรใช้เฉพาะรายที่มีเหตุผลเพียงพอ เช่น การรักษามาตรฐานล้มเหลว ไม่มียาที่ใช้ได้ หรือยาที่มีไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วย ไม่ใช่การรักษาประจำ การตัดสินใจควรทำโดยทีมแพทย์หลายสาขา และต้องตรวจเชื้อก่อโรคทุกตัวที่เกี่ยวข้อง
ความยากของฟาจคือมันเลือกเป้าหมายเจาะจงมาก ผู้ป่วยแต่ละคนจึงต้องหา “ฟาจที่จับคู่ได้” กับเชื้อของตัวเอง และเชื้ออาจเปลี่ยนความไวต่อฟาจได้ระหว่างการติดเชื้อ
ข้อมูลที่มีตอนนี้
ข้อมูลจากผู้ป่วย 100 รายในเบลเยียมพบว่าอาการดีขึ้น 77% และตรวจไม่พบเชื้อเป้าหมาย 61% ส่วนศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแฟรงก์เฟิร์ตรักษาผู้ป่วยไปแล้ว 10 รายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทั้งแบบฉีดเข้าเส้นเลือด สูดพ่น สเปรย์พ่นจมูก และเจลทาแผล
ข้อควรรู้
ข้อมูลจากเบลเยียมเป็นการเก็บข้อมูลเชิงสังเกต จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าอาการดีขึ้นเพราะฟาจ ยังไม่มีการทดลองแบบควบคุมที่แสดงว่าการรักษานี้ได้ผลสม่ำเสมอแค่ไหน ความปลอดภัยดูดีเมื่อผลิตและให้อย่างถูกต้อง แต่ประสิทธิผลยังต้องพิสูจน์ แนวทางนี้มีผลถึงปี 2573 และจะทบทวนทุกปี
แหล่งอ้างอิง
- Würstle S. และคณะ “A consensus-based guideline for personalized bacteriophage therapy” Nature Medicine 32(10), 2026 · DOI
10.1038/s41591-026-04654-6 - ข่าวประชาสัมพันธ์ German Center for Infection Research (DZIF) ผ่าน ScienceDaily (4 พ.ย. 2569)
ข่าวนี้เขียนใหม่จากข้อเท็จจริงในงานวิจัยและข่าวประชาสัมพันธ์ต้นฉบับ ไม่ใช่การแปลทั้งบทความ เจอข้อผิดพลาด แจ้งเราได้ที่หน้า เกี่ยวกับเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตัดสินว่าใครควรกินยาลดไขมัน ใช้ภาพสแกนหลอดเลือดแทนสูตรคำนวณได้ไหม การทดลอง 5,772 คนยังตอบไม่ขาด
การทดลอง CorCal ในสหรัฐฯ เทียบการใช้คะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจจากซีทีสแกน กับเครื่องคำนวณความเสี่ยงแบบเดิม พบอัตราโรคหัวใจเท่ากัน แต่คนที่เห็นภาพสแกนกินยาต่อเนื่องมากกว่าเกือบ 3 เท่า
กินนมเต็มมันเต็มส่วนวันละ 3 ครั้ง น้ำหนักไม่ขึ้น ไขมันในเลือดไม่แย่ลง ในการทดลอง 12 สัปดาห์
ทีมมหาวิทยาลัยโทรอนโตให้ผู้ใหญ่น้ำหนักเกินกินผลิตภัณฑ์นมเต็มมันเต็มส่วนทุกวัน แล้วไม่พบน้ำหนักหรือคอเลสเตอรอลแย่ลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่กินนม แต่การศึกษายังเล็กและสั้น
เจลโปรตีนชนิดใหม่ช่วยสร้างเคลือบฟันคืน ในการทดสอบห้องแล็บ
ทีมมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพัฒนาเจลไร้ฟลูออไรด์ที่ดึงแคลเซียมและฟอสเฟตจากน้ำลายมาเรียงเป็นผลึกแบบเคลือบฟันธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้ทดสอบในคนไข้
งูกัดคร่าชีวิตคนมากกว่าที่คิด งานวิจัยใหม่ประเมินตายปีละสูงสุดกว่า 5 แสนคน
นักวิจัยจากสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนลิเวอร์พูลใช้แบบจำลองเติมช่องว่างของข้อมูลที่หลายประเทศไม่เคยนับ และพบว่าตัวเลขจริงสูงกว่าที่เคยเชื่อกันมาก
ล่าสุด
- ปฏิทินฟ้าเดือน พ.ย. 2569: ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ดาวอังคารเคียงดาวพฤหัสฯ และซูเปอร์ฟูลมูน
- ปิดตำนาน 22 ปี กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์ของ NASA ตกกลับสู่โลก เหนือเกาะสุมาตรา
- พบร่องรอยโมเลกุลเลือดในเซลล์เม็ดเลือดแดงของไดโนเสาร์อายุ 115 ล้านปี
- NASA เร่งหาทางต่ออายุฮับเบิล ก่อนวงโคจรต่ำจนตกกลับโลกราวปี 2576–2577
- ไขปริศนากบหายไปเมื่อ 40 ปีก่อนในบราซิล ด้วยกบดองในพิพิธภัณฑ์