ลดเค็มอย่างเดียวอาจไม่พอ นักวิจัยชี้ “โพแทสเซียม” คืออีกครึ่งของการคุมความดัน
ทีมจากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ทบทวนหลักฐานแล้วเสนอว่า คำแนะนำเรื่องความดันโลหิตสูงควรพูดถึงการกินผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ให้หนักแน่นพอๆ กับการลดเกลือ
สรุปใน 3 บรรทัด
- คำแนะนำเรื่องความดันทุกวันนี้เน้นแค่ “ลดเค็ม” แต่นักวิจัยบอกว่ายังขาดอีกครึ่ง
- คนทั่วโลกกินโพแทสเซียมน้อยกว่าที่ควรมาก ทั้งที่ช่วยถ่วงผลของโซเดียมได้
- ทางแก้ที่ทำได้ทันทีคือกินกล้วย ถั่ว ผักใบเขียวให้มากขึ้น แต่คนเป็นโรคไตต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
ถ้าคุณเคยไปหาหมอเพราะความดันสูง คำแนะนำแรกที่ได้ยินแทบทุกครั้งคือ “ลดเค็ม” ซึ่งยังเป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง แต่รายงานฉบับใหม่ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition บอกว่าเรื่องนี้มีอีกด้านที่ถูกมองข้ามมานาน นั่นคือแร่ธาตุ โพแทสเซียม
ศ.นาโอมิ ฟุคางาวะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา และทีม ได้รวบรวมหลักฐานเบื้องหลังคำแนะนำเรื่องโซเดียมและโพแทสเซียมที่ใช้กันอยู่ แล้วสรุปว่าการลดโซเดียมควรเป็นรากฐานต่อไป แต่การเพิ่มโพแทสเซียมควรได้รับความสำคัญเท่ากัน และการทำทั้งสองอย่างพร้อมกันน่าจะคุมความดันได้ดีกว่าการลดเกลืออย่างเดียว
ทำไมต้องโพแทสเซียม? ในร่างกายเรา โซเดียมกับโพแทสเซียมทำงานคู่กันในการควบคุมสมดุลน้ำและแรงดันในหลอดเลือด เมื่อกินโซเดียมมากแต่โพแทสเซียมน้อย ความสมดุลนี้ก็เสียไป ทีมวิจัยระบุว่าคนทั่วโลกยังกินโซเดียมเกินระดับที่แนะนำ ขณะที่โพแทสเซียมต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมมาก ทั้งในประเทศรายได้สูงและประเทศกำลังพัฒนา ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ที่เป็นความดันโลหิตสูงทั่วโลกมากกว่า 1,280 ล้านคน
กินอะไรได้บ้าง
แหล่งโพแทสเซียมที่ทีมวิจัยยกตัวอย่าง ได้แก่ กล้วย มันฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียว ผักผลไม้ทั่วไป และโยเกิร์ต อีกทางหนึ่งคือใช้ “เกลือทดแทน” ที่ผสมโพแทสเซียมแทนเกลือแกงบางส่วน ซึ่งช่วยลดโซเดียมและเพิ่มโพแทสเซียมได้ในคราวเดียว ข้อเสียคืออาจมีรสออกโลหะเล็กน้อย ผู้ผลิตอาหารจึงยังใส่ได้ไม่มาก
ข้อควรรู้
รายงานนี้เป็นการทบทวนหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ใช่การทดลองใหม่ และไม่ได้กำหนดตัวเลขโพแทสเซียมต่อวันที่ชัดเจน ที่สำคัญ ผู้ที่เป็นโรคไตหรือกินยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันบางกลุ่ม ร่างกายอาจขับโพแทสเซียมได้ไม่ดี ไม่ควรกินอาหารเสริมโพแทสเซียมหรือใช้เกลือทดแทนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
แหล่งอ้างอิง
- Fukagawa N.K. และคณะ “Rethinking the impact of dietary sodium and potassium on blood pressure to advance public health” The American Journal of Clinical Nutrition 124(2), 2026 · DOI
10.1016/j.ajcnut.2026.101396 - ข่าวประชาสัมพันธ์ University of Vermont ผ่าน ScienceDaily (2 พ.ย. 2569)
- ข้อมูลฝั่งไทย: อินโฟเควสท์ รายงานผลวิจัยกระทรวงสาธารณสุข
ข่าวนี้เขียนใหม่จากข้อเท็จจริงในงานวิจัยและข่าวประชาสัมพันธ์ต้นฉบับ ไม่ใช่การแปลทั้งบทความ เจอข้อผิดพลาด แจ้งเราได้ที่หน้า เกี่ยวกับเรา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตัดสินว่าใครควรกินยาลดไขมัน ใช้ภาพสแกนหลอดเลือดแทนสูตรคำนวณได้ไหม การทดลอง 5,772 คนยังตอบไม่ขาด
การทดลอง CorCal ในสหรัฐฯ เทียบการใช้คะแนนแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจจากซีทีสแกน กับเครื่องคำนวณความเสี่ยงแบบเดิม พบอัตราโรคหัวใจเท่ากัน แต่คนที่เห็นภาพสแกนกินยาต่อเนื่องมากกว่าเกือบ 3 เท่า
กินนมเต็มมันเต็มส่วนวันละ 3 ครั้ง น้ำหนักไม่ขึ้น ไขมันในเลือดไม่แย่ลง ในการทดลอง 12 สัปดาห์
ทีมมหาวิทยาลัยโทรอนโตให้ผู้ใหญ่น้ำหนักเกินกินผลิตภัณฑ์นมเต็มมันเต็มส่วนทุกวัน แล้วไม่พบน้ำหนักหรือคอเลสเตอรอลแย่ลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่กินนม แต่การศึกษายังเล็กและสั้น
เจลโปรตีนชนิดใหม่ช่วยสร้างเคลือบฟันคืน ในการทดสอบห้องแล็บ
ทีมมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพัฒนาเจลไร้ฟลูออไรด์ที่ดึงแคลเซียมและฟอสเฟตจากน้ำลายมาเรียงเป็นผลึกแบบเคลือบฟันธรรมชาติ แต่ยังไม่ได้ทดสอบในคนไข้
ใช้ไวรัสปราบเชื้อดื้อยา: เยอรมนีออกแนวทางรักษาด้วยฟาจฉบับแรกที่ครอบคลุม
ผู้เชี่ยวชาญจาก 20 องค์กรวิชาชีพร่วมกันเขียนคำแนะนำกว่า 60 ข้อ ว่าจะเลือก ผลิต และให้ “แบคเทอริโอฟาจ” กับผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาอย่างไร โดยย้ำว่ายังเป็นทางเลือกเฉพาะราย
ล่าสุด
- ปฏิทินฟ้าเดือน พ.ย. 2569: ฝนดาวตกลีโอนิดส์ ดาวอังคารเคียงดาวพฤหัสฯ และซูเปอร์ฟูลมูน
- ปิดตำนาน 22 ปี กล้องโทรทรรศน์สวิฟต์ของ NASA ตกกลับสู่โลก เหนือเกาะสุมาตรา
- พบร่องรอยโมเลกุลเลือดในเซลล์เม็ดเลือดแดงของไดโนเสาร์อายุ 115 ล้านปี
- NASA เร่งหาทางต่ออายุฮับเบิล ก่อนวงโคจรต่ำจนตกกลับโลกราวปี 2576–2577
- ไขปริศนากบหายไปเมื่อ 40 ปีก่อนในบราซิล ด้วยกบดองในพิพิธภัณฑ์